Written by MHB Administrator

วิธีการใช้ ผลิตภัณฑ์ โอพลัส-โฟร์ ®

วิธีการใช้ ผลิตภัณฑ์ โอพลัส-โฟร์ ®

1. ใช้รับประทาน
หยด โอพลัส-โฟร์ จำนวน 8 หยด ลงในน้ำสะอาด ประมาณครึ่งแก้ว (250 มิลลิลิตร) คนให้เข้ากัน ดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารหรือขณะท้องว่าง ไม่ควรรับประทานร่วมกับชา กาแฟ หรือนม (ใช้ผสมในน้ำเย็นหรือน้ำอุ่นก็ได้ ) สำหรับผู้ที่ดื่มครั้งแรก ควรเริ่มจาก โอพลัส-โฟร์ ในปริมาณ 3 หยดต่อน้ำ 250 มิลลิลิตร ในช่วงสัปดาห์แรก จากนั้นจึงค่อย ๆ เพิ่มปริมาณ โอพลัส-โฟร์ เป็น 5 หยด และ 8 หยด ตามลำดับ

2. ใช้ภายนอกร่างกาย : วิธีสเปรย์
หยด โอพลัส-โฟร์ ประมาณ 10-20 หยด ในขวดสเปรย์บรรจุน้ำสะอาด 60 มิลลิลิตร เขย่าให้เข้ากัน ใช้สเปรย์บนส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ผิวหน้า ผิวกาย หนังศีรษะ เส้นผม โคนลิ้น โพรงจมูก ฯลฯ เพื่อคืนความสดชื่นให้กับร่างกาย นอกจากนี้ยังสามารถใช้พ่นบาดแผลหรือบริเวณที่เกิดผื่นคันได้ด้วย

ข้อควรทราบ :

ผลที่ตามมาจากกลไกการขจัดของเสีย (Detoxification Symptoms and Healing Effects)
เมื่อรับประทาน โอพลัส-โฟร์ กลไกธรรมชาติในร่างกายของคนส่วนใหญ่ จะมีการเร่งขจัดของเสียออกจากร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงจากการขจัดพิษในช่วงแรก เช่น ปวดศีรษะ ปวดทั่วไปตามร่างกาย มีผื่นที่ผิวหนัง และอาการของโรคที่เคยเป็นในอดีตอาจกลับมาอีก อาการอันเกิดจากกระบวนการขจัดพิษนี้อาจเด่นชัดขึ้นหากช่องทางขจัดของเสียของร่างกายอุดตันทำ ให้การไหลเวียนไม่สะดวก หรือบุคคลผู้นั้นมีความเครียดทางอารมณ์และจิตใจ อย่างไรก็ตามปฏิกิริยาต่าง ๆ เหล่านี้สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการเริ่มรับ โอพลัส-โฟร์ ทีละน้อยและเมื่อร่างกายปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จึงค่อย ๆ เพิ่มขนาดการใช้จนถึงครั้งละ 8 หยด/น้ำครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง

การเก็บรักษา (Storage) โอพลัส-โฟร์ มีอายุการเก็บรักษาเกือบไม่จำกัด เช่นเดียวกับไวน์ที่ยิ่งเก็บไว้นานก็ยิ่งดี ควรเก็บ โอพลัส-โฟร์ ไว้ในอุณหภูมิปกติไม่ให้ถูกแสงแดด หากนำไปแช่เย็นอาจทำให้ตกตะกอน แต่เมื่อเขย่าขวด ก็จะกลับสู่สภาพเดิม เมื่อผสมกับน้ำแล้วอย่าทิ้งไว้ในภาชนะเปิด เพราะสารละลายอาจดึงความชื้นจากอากาศทำให้ความเข้มข้นลดลง ดังนั้นจึงไม่ควรทิ้ง โอพลัส-โฟร์ ไว้ในภาชนะเปิดเกิน 2-3ชั่วโมงและไม่ควรเก็บไว้ในบริเวณใกล้กับแหล่งที่มีคลื่นไมโครเวฟกำลังสูง เช่นเตาอบไมโครเวฟ เครื่องโทรทัศน์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นต้น.

โอพลัส-โฟ (O PLUS-4) Dr.Otto Warburg นักชีวภาพเคมีได้รับรางวัลโนเบล ปี 1931 เขาเป็นผู้ที่ชี้ให้เห็นว่า ในภาวะแวดล้อมที่ระดับออกซิเจนมีความเข้มข้นสูง จะสามารถทำให้เซลล์มะเร็งไม่เจริญเติบโต จึงทำให้ลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ออกซิเจน คาร์บอน ไฮโดรเจน ไนโตรเจนและกำมะถัน จัดเป็นแร่ธาตุพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชีวิตทุกชีวิต ถึงแม้แร่ธาตุทุกอย่างจะมีความสำคัญต่อชีวิต แต่ในร่างกายของคนเรา ธาตุที่มีมากที่สุดก็คือออกซิเจน ซึ่งใช้ในการเผาไหม้ ทำหน้าที่เป็นยาฆ่าเชื้อโรค ใช้ดับกลิ่น ใช้ทางด้านอนามัยและใช้ในการถนอมอาหาร หากเราขาดอากาศออกซิเจนเพียงไม่กี่นาที เราก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ การทำหน้าที่ทุกอย่างของร่างกายนั้นถูกควบคุมโดยออกซิเจน จึงจำเป็นต้องมีการทดแทนรับเพิ่มเข้าสู่ร่างกายอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้เป็นเพราะว่า 90 % ของพลังงานชีวิตนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนของออกซิเจนที่จะไปกระตุ้นเซลล์ให้สร้างพลังงานขึ้นมาใหม่ ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนในการเผาผลาญสารอาหาร ขจัดของเสีย และขจัดสารพิษ (โดยออกซิเจนจะไปรวมตัวกับสารเหล่านั้น) ในสมองก็ต้องการออกซิเจนอยู่ทุกวินาที เพื่อใช้สร้างตัวสื่อในกระบวนการรับรู้ โดยแท้ที่จริงแล้ว อวัยวะทุกส่วนล้วนแต่มีความต้องการนำออกซิเจนจำนวนมากไปใช้ เพื่อให้อวัยวะต่าง ๆ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่ร่างกายสามารถคิด รู้สึก เคลื่อนไหว กิน นอน หรือแม้กระทั่งพูด ทั้งหมดล้วนได้พลังงานมาจากออกซิเจนทั้งสิ้น ส่วนประกอบที่สำคัญ
1. ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกาย ออกซิเจนเป็นสิ่งที่ช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี เป็นเชื้อเพลิงสำหรับทุกระบบของร่างกายที่ทำปฏิกิริยาให้เกิดไฟเผาผลาญและช่วยขจัดสารพิษและของเสียออกไปจากร่างกาย อีกทั้ง ช่วยกระตุ้นความสามารถทางชีวะภาพให้เข้าสู้ร่างกายได้ โดยอาศัยคุณสมบัติพิเศษของดิวเตอเรียม ที่สามารถแยกโมเลกุลของน้ำภายในร่างกายให้แตกตัวแยกออกจากกันได้ แล้วปลดปล่อยให้เนสเซนท์ออกซิเจนและเนสเซนท์ไฮโดรเจนที่มีจำนวนมากออกมาจนล้นเหลือตรงเข้าสู้เซลล์ได้ทันที
2. Trace Elements and Minerals เกลือแร่ต่างๆที่ร่างกายมีความต้องการใช้ต่อวัน ประมาณ 100 มิลลิกรัมหรือน้อยกว่า บางอย่าง เช่น ธาตุไอโอดิน ร่างกายมีความต้องการใช้ในจำนวนเพียงเล็กน้อย 0.1 มิลลิกรัม เท่านั้น หากร่างกายได้รับไม่เพียงพอ ทำให้สุขภาพเกิดความเสียหายได้
โอพลัส-โฟ (O PLUS-4) มีเกลือแร่และแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับร่างกายประกอบอยู่มากมายที่สำคัญดังนี้
• โครเมียม (Cr) สามารถช่วยให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาล ทำให้มีพลังงานขณะเดียวกันก็ช่วยป้องกันมิให้ท่อหลอดเลือดและอวัยวะต่างๆได้รับความเสียหาย
• ทองแดง (Cu) มีความจำเป็นสำหรับการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงและการสร้างพังผืดเนื้อเยื่อ และยังเกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดสีในผิวหนัง
• ไอโอดิน ( I ) ต่อมไทรอยด์ใช้ในการสร้างฮอร์โมนต่าง ๆ ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย ใช้ในการสร้างเซลล์ สร้างใยประสาทและสร้างกระดูกและสร้างสุขภาพของจิตให้ดีขึ้น
• เหล็ก (Fe) ใช้ในการสร้างฮีโมโกลบิน โปรตีนที่พาเอาออกซิเจนให้ไหลหมุนเวียนไปทั่วร่างกาย มีส่วนในการสร้างฮอร์โมนบางชนิด สร้างเซลล์พังผืดเนื้อเยื่อ และสร้างตัวกลางสื่อประสาทสมอง ซ่อมแซมระบบภูมิคุ้มกันชีวิต
• แมงกานีส (Mn) สารต่อต้านอนุมูลอิสระ มีบทบาทสำคัญด้านปฏิกิริยาเคมีเกี่ยวข้องกับการสร้างพลังงาน การสร้างเซลล์ประสาท ช่วยในกระบวนการย่อย การสร้างกล้ามเนื้อให้มีการหดเกร็งตัว และสร้างกระดูก
• โมลิบดีนัม (Mo) สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ร่างกายยังคงมีสุขภาพที่ดีด้วยการล้างสารพิษจากโซเดียมซัลเฟตและสารประกอบที่มาจากกำมะถัน
• ซิลิเนียม (Se) ช่วยในการป้องกันโรคมะเร็งบางอย่างและโรคหัวใจได้และยังช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันชีวิตให้กับร่างกายได้
• สังกะสี (Zn) มีส่วนในการสร้างโครงสร้างของร่างกายและการสร้างเครือข่ายของเซลล์ เช่นเดียวกับการสร้างเอนไซม์ต่าง ๆ มากกว่า 200 ชนิดนอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญในการสมานแผล
• แร่ธาตุและเกลือแร่ที่สำคัญต่างๆเช่น Actinium Dysprosium Krypton Platinum Tantalum Antimony Erbium Lanthanum Polonium Technetium Argon Europium Lithium Potassium Tellurium Astatine Fluorine Lutetium Praseodymium Terbium Barium Gadolinium Magnesium Promethium Thallium Beryllium Gallium Manganese Rhenium Thorium Bismuth Germanium Molybdenum Rhodium Tin Boron Gold Neodymium Rubidium Titanium Bromine Hafnium Neon Ruthenium Tungsten Calcium Helium Nickel Samarium Vanadium Carbon Holmium Niobium Selenium Xenon Cerium Hydrogen Nitrogen Silica Ytterbium Cesium Indium Osmium Silicon Zinc Chromium Iodine Oxygen Silver Zirconium Cobalt Iridium Palladium Sodium Copper Iron Phosphorus Sulfur
3.MetabolicEnzymes มีเอ็นไซม์ที่สำคัญมากถึง 34 ชนิด Hydrolases,Esterases:Enzymes which Carbohydrases: Lipase.

>> เมนูนำทาง <<
X